20 บาทของเรา ไม่เท่ากัน

20 บาทของเรา ไม่เท่ากัน

admin No Comment
news

ถ้าถามว่า “เงิน 20 บาท” นึกถึงอะไร
บางคน อาจนึกถึงของอร่อยในร้านขนมที่คุ้นเคย
บางคน น่าจะได้เครื่องเขียนมาใช้ประกอบรายงาน
บางคน ยังไม่แน่ว่า จะเลือกใช้บริการขนส่งมวลชนแบบไหนให้พอกลับถึงบ้าน
สำหรับเด็กๆ มากกว่า 800 ชีวิตที่ ต.เทอดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย “20 บาท” มีความหมายมากกว่านั้น ค่าอาหารกลางวันที่ได้รับแบ่งปันมาจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ที่เพิ่มเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวัน โรงเรียนประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จากวันละ 13 บาทต่อคน เป็นวันละ 20 บาทต่อคนโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) บริหารจัดการงบอาหารมื้อนี้
นี่เป็นโอกาสเดียวที่เด็กๆ ที่นี่จะได้รับสารอาหารครบถ้วนที่สุดของวัน
ยิ่งแก้ยิ่งเห็น
ทันทีที่ได้ “บัตรเงียบ” เจ้าของแววตาใสไร้เดียงสาเหล่านั้นก็พากันจัดแถวให้เป็นระเบียบที่สุดเท่าที่เด็ก 5-6 ขวบจะทำได้ เพราะอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าก็จะถึงเวลามื้อกลางวันของตัวเองแล้ว
อีกฟากหนึ่งของโรงอาหาร แกงไก่หม้อใหญ่กำลังถูกยกขึ้นมาตั้งเพื่อเตรียม ข้างๆ กันเป็นข้าวหม้อใหญ่สำหรับเลี้ยงนักเรียนตั้งแต่น้องอนุบาลไปจนถึงพี่ ม.3
“เราก็อยากให้เด็กๆ ได้กินครบทุกคนน่ะค่ะ” จิตราภรณ์ ใจลา คุณครูที่รับผิดชอบฝ่ายอนามัยโรงเรียนสามัคคีพัฒนา ต.เทอดไท อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เปรยถึงการจัดการงบ 20 บาทที่ถูกส่งมาช่วยเด็กประถมแต่ใช้ดูแลนักเรียนได้ทั้งโรงเรียน
นอกจาก “เงินอุดหนุน” ที่ดินบางส่วนในรั้วโรงเรียนถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแปลงเกษตรผสมผสานขนาดย่อม ที่มีทั้งแปลงผัก โรงเลี้ยงไก่ไข่ บ่อปลา พื้นที่ทำน้ำหมักชีวภาพ รวมไปถึงบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดที่อยู่ระหว่างทดลองเพื่อหารายได้เสริมสมทบทุนค่าอาหารกลางวันของนักเรียนด้วย
ทั้งหมด เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาวะทางอาหารและโภชนาการให้เกิดในพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง ซึ่งถือเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ห่างไกลอย่างนี้ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.ให้การสนับสนุน โรงเรียนสามัคคีพัฒนาถือเป็นทั้งโรงเรียนนำร่อง และภาพสะท้อนของปัญหา “ทุพโภชนาของเด็กในพื้นที่ห่างไกล” ที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในตำบลเทอดไท อันประกอบด้วยชนชาติพันธุ์ 7 กลุ่ม ได้แก่ อาข่า ลาหู่ จีนยูนนาน ไทยใหญ่ ม้ง ลีซอ และลั๊วะ ในพื้นที่ 18 หมู่บ้าน กว่า 5,000 ครัวเรือน
จากรายงานวิจัยการประเมินภาวะโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ของ สุกัญญา บัวศรี คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงรายพบว่า เด็กๆ ในพื้นที่แถบนี้ ถึงจะได้รับอาหารครบ 3 มื้อ แต่ล้วนประสบภาวะ “ทุพโภชนาการ” โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็กที่พบว่า กว่าร้อยละ 18 มีระดับโภชนาการ “ต่ำกว่าเกณฑ์”
ตัวเลขนี้ สง่า ดามาพงษ์ นักโภชนาการที่ปรึกษาสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส. ยืนยันว่า เท่ากับภาวะโภชนาการต่ำของเด็กเอธิโอเปียเลยทีเดียว
เมื่อภาวะโภชนาการต่ำตามมาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ ร้อยละ 8 ถ้าอย่างนั้นแล้วเกิดอะไรขึ้นกับเด็กเทอดไท…
ห่างไกลมักหิวโหย
“หมี่ผัดจะเป็นของที่เด็กๆ ที่นี่ชอบซื้อกินเป็นประจำ” คุณครูจิตราภรณ์เล่าถึงพฤติกรรมการกินของเด็กที่เธอพบ และผัดหมี่ห่อนั้นก็มีแต่เส้นหมี่เหลือง และน้ำมัน
ขณะที่ พนาวรรณ วิชาชัยนักวิชาการศึกษา อบต.เทอดไท ที่ดูแลศูนย์เด็กเล็กทั้ง 18 แห่งทั่วตำบล บอกว่า หลายบ้านในการเก็บข้อมูลโภชนาการ การกินข้าวเปล่ากับน้ำ และผักต้มของเด็กๆ ยังถือเป็นเรื่องปกติอยู่
ในฐานะคนที่ดูแลภาพรวมทั้งในเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพโภชนาการ พนาวรรณ ยอมรับว่า “ต้นทุน” ที่ต่างกันระหว่าง “คนข้างบน” กับ “คนข้างล่าง” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปัญหายังแก้ไปไม่ถึงไหน และเป็นหลักฐานยืนยันว่า 20 บาทในเมืองไม่เท่ากับ 20 บาทในป่า
เพราะยิ่งไกล ราคาก็ยิ่งแพง จาก 20 บาท ที่บ้านเทอดไท อาจต้องบวกไปเป็น 30 บาท เมื่อวัตถุดิบเดินทางไปถึง “ศูนย์เด็กเล็กบ้านจะตี” ที่ห่างจากตัวตำบลออกไป 30 กิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้น เด็กไม่ถึง 20 คน คูณ 20 บาท คำนวณมุมไหนก็ไม่คุ้ม จึงไม่มีผู้รับเหมารายไหนกล้าเสี่ยงขึ้นไปจัดการเรื่องอาหารกลางวันให้
ผลก็คือ ครู 1 คนต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ขึ้นมาทำกับข้าว หิ้วไปสอน หลังเที่ยงก็เก็บล้าง และทำหลักสูตรการสอน โดยที่ศูนย์เด็กเล็กอีก 2 แห่งใน 18 แห่งก็มีชะตาไม่ต่างจากนี้
จัดสรรงบเฉลี่ยไม่ได้ เพราะรายชื่อกับเม็ดเงินจ่ายตรงตัว เกินกว่านั้นคือ “ส่อทุจริต” ความพยายามจัดสรรทรัพยากรเท่าที่จำเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ที่ดูไม่ค่อยจะมีทางเลือกเท่าไหร่ เด็กๆ ส่วนใหญ่จึงมีภาวะ “ทุพโภชนาการ” ถึงแม้จะได้กินข้าวครบ 3 มื้อก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ทำนองนี้ยังเกิดขึ้นกับเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ ที่ผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีรายจังหวัด โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับยูนิเซฟพบ อย่าง จ.นราธิวาส มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีภาวะเตี้ยแคระแกร็นสูงถึงร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของประเทศซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 11
ขณะที่ จ.ตาก หนึ่งใน 14 จังหวัดที่อยู่ในระดับ “ยากจน” จากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ นั้น ภาวะทุพโภชนาการเรื้อรังทำให้เตี้ย แคระแกร็นสูงถึงร้อยละ 22 และความหลากหลายของอาหารที่เด็กควรได้รับก็อยู่ที่ร้อยละ 66 เท่านั้น เมื่อเทียบเคียงกับค่าเฉลี่ยมาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ ร้อยละ 75
“มันหมายความว่า เด็กที่อยู่ในจังหวัดเหล่านี้ขาดสารอาหาร และส่งผลเสียในระยะยาวต่อตัวเด็กเองและสังคมโดยรวม” โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยอธิบาย
รวมทั้ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึง “ความเหลื่อมล้ำ” ของเด็กที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ก้าวที่แก้
วิถีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของคนบนพื้นที่สูงที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ข้อมูลในการลงพื้นที่ของทีมศึกษาค้นพบ ก็คือ อาหารพื้นบ้านของคนที่นี่โดยทั่วไปก็คือ “ผัก” และอีกนานับชนิด
แต่เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน การพัฒนาเดินทางมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ข้าวของจาก “ข้างล่าง” ถูกลำเลียงมาสร้างความทันสมัยให้ชุมชน พอๆ กับค่านิยม จากเพื่อยังชีพ เป็นเพื่อค้าขาย หลายอย่างที่เคยปลูกได้ก็กลายมาเป็นต้องซื้อกิน เพราะเชื่อว่า “ของข้างล่าง” ดีกว่า
ค่านิยมหนึ่งที่พยาบาลอย่างสุกัญญาได้ยินมากับหูตัวเอง คือเรื่องฟักทองในร้านสะดวกซื้อมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าฟักทองที่ตัดขั้วมาจากดินหน้าบ้านตัวเองด้วยซ้ำ ขณะที่เกษตรอุตสาหกรรมก็พาเหรดเข้ามายึดหัวหาด ถึงพืชผักจะยังปลูกอยู่ กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน และอีกสารพัด ต่างกันก็ตรงช่วงที่ผักชนิดไหนกำลังทำเงิน ทุกบ้านก็จะเฮโลกันปลูกตาม จนลุกลามไปถึงบนโต๊ะกับข้าว
“ครั้งหนึ่งที่สับปะรดล้นตลาดยังเอา
มากองข้างทางแจกกันฟรีก็เคยค่ะ” เธอเล่า ยิ่งหลายครอบครัวจมกองหนี้ ทางเลือกบนโต๊ะอาหารก็แทบไม่มี นี่เป็นความจริงที่ถูกซ่อนเงาไว้ใต้พรมอย่างเงียบเชียบจนคนเทอดไท และคนบนพื้นที่สูงในพื้นที่อื่นๆ แทบไม่ทันสังเกต
การย้อนกลับไปหาต้นทุนเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิสังคม ภูมิวัฒนธรรม และภูมิความรู้โภชนาการ ควบคู่ไปกับการปลูกฝังความรู้ และการเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินตั้งแต่ในโรงอาหารของโรงเรียนตรงนี้จะถือเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของปัญหาทุพโภชนาการเรื้อรังในเด็ก
“มันเป็นก้าวแรก เพราะเป้าหมายเราต้องสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น” พันธวัช ภูผาพันธกานต์ นักวิชาการอิสระที่ทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์มากว่า 20 ปี อธิบาย
งบอาหารกลางวันจึงไม่ใช่แค่การจัดสรร แต่เป็นการตอบโจทย์ โดยมีแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 มาเป็นหลักอิง
เขาหวังว่า ความรู้เหล่านี้จะนำไปสู่ความตระหนัก และทำให้พ่อแม่หันกลับมาเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินของลูกให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าจะมองไปทางดอยลูกไหน ปลูกอะไรก็ขึ้น
ชิ้นเนื้อนวลในน้ำแกงสีใสในชามสเตนเลสถูกวางตรงหน้าหนูน้อยที่กำลังเย้าเพื่อนข้างๆ อย่างสนุกสนาน ไม่นานนัก เสียงท่องอาขยานถึงคุณค่าของข้าวปลาอาหารก็ดังขึ้น และข้าวก้อนแรกก็ถูกตักใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย
ถึงบรรทัดนี้…
คุณล่ะถ้าพูดถึง “เงิน 20 บาท” จะนึกถึงอะไร
ติดตามตอนจบรายงานพิเศษชุด “เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด” ผ่านความจริงอีกด้านของความเหลื่อมล้ำที่ถูกซุกไว้ใต้คำว่า “เด็ก” กับ “เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด” ในวันพรุ่งนี้
เมื่องบอุดหนุนอาหารกลางวัน “20 บาท” ทำให้เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลตกอยู่ในสภาพไม่ต่างจาก “เด็กเอธิโอเปีย”

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.